ประวัติความเป็นมา

ข้อมูลสภาพทั่วไปของจังหวัดยโสธร

๑.๑ ความเป็นมา
          เมืองยโสธร เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี ได้ชื่อว่า เมืองบั้งไฟ เป็นดินแดนที่มีอดีตอันล้ำค่าและยาวนานกว่า 200 ปี ยโสธรมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเกี่ยวพันกับเมืองหนองบัวลุมภูนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้ว บัวบาน และเกี่ยวพันกับเมืองอุบลฯ ในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ได้พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จากยุคประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ชุมชนโบราณส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุ่งราบโล่งหรือบริเวณขอบชายทุ่ง ติดกับพื้นที่โคกและป่า ได้แก่ ชุมชนโบราณชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ ในเขตอำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง เช่น ชุมชนโบราณที่บ้านหัวเมือง บ้านคูเมือง บ้านคูสองชั้น ในเขตอำเภอมหาชนะชัย ชุมชนโบราณบ้านน้ำอ้อม บ้านโพนแพง บ้านหมากมาย บ้านแข้ บ้านโพนเมือง ในเขตอำเภอค้อวัง ประมาณปี พ.ศ.2314 พระเจ้าตา เจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวารหนีมาเพื่อตั้งรกรากใหม่ เนื่องจากไม่พอใจ เจ้านครคนใหม่ โดยใช้ชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองหนองบัวลุมภู ขณะเดียวกันพระเจ้าศิริบุญสารซึ่งเป็นเจ้านครเวียงจันทน์อยู่เกิดหวาดระแวงจึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน์ มาปราบปราม พระเจ้าตาถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธปืน และฟันด้วยดาบจนถึงแก่พิราลัยในที่รบ เจ้าพระวอ เจ้าคำผง และเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องทั้ง 2 ของเจ้าพระวอ อีกทั้งเจ้าก่ำเจ้าทิดพรมได้ยกทัพฝ่าหนีออกจากเมืองหนองบัวลุมภูไปพึ่งพาเจ้านครจำปาศักดิ์ ขบวนทัพของเจ้าพระวอได้เดินทางตามลุ่มน้ำชีมาพักกับเจ้าคำสู ผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า (ปัจจุบัน คือ จังหวัดยโสธร) ภายหลังต่อมาเจ้าพระวอดำริว่าหากอยู่กับเจ้าคำสูแล้ว ถ้าเวียงจันทน์ยกทัพมาก็จะเป็นการลำบาก และจะเกิดศึกสงครามกันต่อไป เมื่อประชุมตกลงกันแล้วจึงได้พาไพร่พลอพยพลงไปตามลำน้ำมูล และสร้างเมืองใหม่ที่ดอนวังกองเขตนครจำปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ้าองค์หลวงเจ้านครจำปาศักดิ์ โดยเจ้าพระวอให้ขุดคูสร้างค่ายขึ้นเรียกว่าค่ายบ้านดู่บ้านแก
            พ.ศ. 2354 เจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศาถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้เจ้าหนู หลานเจ้านครจำปาศักดิ์ ครองนครจำปาศักดิ์สืบไป ฝ่ายเจ้าราชวงศ์สิงห์ บุตรเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาอยู่บ้านเดิมคือบ้านสิงห์ท่า และได้นำเอาอัฐิของเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาด้วย แนะนำมาก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่วัดมหาธาตุ ใกล้กับพระธาตุพระอานนท์ซึ่งยังปรากฏอยู่จนปัจจุบัน
            พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า เมืองยศสุนทร ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมืองมีราชทินนามว่า พระสุนทรราชวงศา เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร คำว่า ยศสุนทร ต่อมากลายเป็น ยะโสธร มีความหมาย ว่า ทรงไว้ซึ่งยศ แต่การเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ ว่า ยะโส ไม่เป็นที่ไพเราะหูและไม่เป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอำเภอยะโสธร (พ.ศ. 2500 – 2513) ได้มีหนังสือขอให้เขียนชื่อเสียใหม่เป็น “ยโสธร” และได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให้เปลี่ยนได้ และใช้มาจนบัดนี้
            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมืองยโสธรก็ได้รับเกณฑ์เข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วยได้ชัยชนะ ได้รับพระราชทานเชลยเมืองเวียงจันทน์ 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองหนึ่งกระบอกชื่อว่า ปืนนางป้อง ยังปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพระสุนทรราชวงศาเห็นได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว ได้นำศิลาจากบ้านแก้งหินโงมมาสร้างพระพุทธบาทจำลอง แล้วสร้าง วัดป่าอัมพวัน และวัดกลางศรีไตรภูมิไว้เป็นวัดคู่เมือง
            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2417 ได้เกิดศึกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองหนองคาย เมืองยโสธรถูกเกณฑ์ให้ยกกำลังไปสมทบ กองทัพจากกรุงเทพ ฯ เป็นจำนวน 500 คน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮ่อได้ยกกำลังมาตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมืองยโสธรได้รับเกณฑ์ให้เอากำลังช้างม้าโคต่าง ๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ พ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดรูปการปกครองใหม่ หัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรีและจัตวา ถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า กอง สำหรับเมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ  มีข้าหลวงตั้งกองว่าราชการอยู่ที่เมืองอุบล ประกอบด้วยหัวเมือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ นองสองคอนดอนดง ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ
            ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ยกกำลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทย เมืองยโสธรได้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาเขตแดน โดยนำกำลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพ ฯ สามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน
            พ.ศ. 2443 ได้ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยโสธรได้รวมเข้ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอยโสธร
            ในปี พ.ศ. 2456 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภออุทัยยโสธร เป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอปจิมยโสธร เป็นอำเภอยโสธร เมืองยโสธร จึงลดฐานะจากเมืองมาเป็นอำเภอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 จึงได้มีประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยแยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอเลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว และ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย

1.2 ลักษณะทางกายภาพ

1.2.1 ที่ตั้ง จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ประมาณ 531 กิโลเมตร  (ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1, 2, 202) และอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ)

ภาพแสดงที่ตั้งและขอบเขตของจังหวัดยโสธร


            1.2.2  ขนาดพื้นที่
จังหวัดยโสธรมีพื้นที่ 4,161.444 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,600,902.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.81 ของพื้นที่ทั่วประเทศ (321 ล้านไร่) และคิดเป็นร้อยละ 12.89 ของพื้นที่กลุ่มจังหวัด (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร)

ที่

อำเภอ

พื้นที่

ระยะทาง (กม.)

ไร่

ตร.กม.

1

เมืองยโสธร

361,375

578.200

-

2

เลิงนกทา

589,250

942.800

69

3

คำเขื่อนแก้ว

399,000

638.400

23

4

มหาชนะชัย

284,542.5

455.268

41

5

กุดชุม

340,000

544.000

37

6

ป่าติ้ว

192,500

308.000

28

7

ค้อวัง

93,750

150.000

70

8

ทรายมูล

170,485

272.776

18

9

ไทยเจริญ

170,000

272.000

50

            รวม

2,600,902.5

4,161.444

 

ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดยโสธร 

 

            1.2.3  ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ  จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างเส้นแวงที่ 104 และ 105 องศาตะวันออก และเส้นรุ้งที่ 15 และ 16 องศาเหนือ มีรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) มีพื้นที่ 4,161.444 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,600,902.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.81 ของพื้นที่ทั่วประเทศ (321 ล้านไร่) และคิดเป็นร้อยละ 12.89 ของพื้นที่กลุ่มจังหวัด ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของจังหวัดยโสธร  พื้นที่มีลักษณะลาดเอียงจากทิศตะวันตกลงไปทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่น มีสภาพเป็นป่าและมีแหล่งน้ำขนาดกลาง ได้แก่ ห้วยลิงโจน ห้วยสะแบก ลำโพง ลำเซบาย ส่วนพื้นที่ทางตอนกลางและตอนใต้ เป็นที่ราบลุ่มต่ำสลับกับสันดินริมน้ำ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่  ได้แก่ แม่น้ำชี และขนาดกลาง ได้แก่ ลำน้ำยัง ลำทวน ไหลผ่าน มีหนอง บึง ลำห้วย และแหล่งน้ำขนาดเล็กอยู่ทั่วไป ลักษณะดินส่วนมากเป็นดินทรายและดินเค็ม สำหรับภูมิอากาศ จังหวัดยโสธรมี  3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ เฉลี่ยเท่ากับ 71.1% อุณหภูมิสูงสุด 43 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส  ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบ 5 ปี (2552 – 2556) เฉลี่ย 1,600 ม.ม. ต่อปี 

1.3 ข้อมูลการปกครอง/ประชากร

1.3.1    การปกครอง
                    1) อาณาเขต  จังหวัดยโสธรมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง  ดังนี้
                         ทิศเหนือ              ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ดและมุกดาหาร
                         ทิศตะวันออก         ติดต่อกับจังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี
                         ทิศใต้                 ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ
                         ทิศตะวันตก          ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด

                     2) การปกครองท้องที่ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

ที่

อำเภอ

จำนวน

ตำบล

หมู่บ้าน

อบจ.

เทศบาลนคร

เทศบาลเมือง

เทศบาลตำบล

อบต.

1

เมืองยโสธร

17

190

1

-

1

5

12

2

เลิงนกทา

10

145

-

-

-

9

3

3

คำเขื่อนแก้ว

13

115

-

-

-

2

12

4

มหาชนะชัย

10

103

-

-

-

1

10

5

กุดชุม

9

128

-

-

-

1

9

6

ป่าติ้ว

5

57

-

-

-

1

5

7

ค้อวัง

4

45

-

-

-

1

4

8

ทรายมูล

5

54

-

-

-

2

4

9

ไทยเจริญ

5

48

-

-

-

1

4

 

รวม

78

885

1

-

1

23

63

        ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดยโสธร

      2.1) จังหวัดยโสธร แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ  78 ตำบล 885 หมู่บ้านประกอบด้วย อำเภอเมืองยโสธร อำเภอเลิงนกทา  อำเภอไทยเจริญ  อำเภอกุดชุม  อำเภอทรายมูล อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง 
      2.2) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  จังหวัดยโสธรมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 รูปแบบ  จำนวน 88 แห่ง แยกเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง  เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 23 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 63 แห่ง 
      2.3) จังหวัดยโสธรมีส่วนราชการส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด จำนวน 32 แห่ง  ส่วนราชการส่วนกลาง ที่มีที่ตั้งทำการอยู่ในจังหวัด จำนวน 36 แห่ง รัฐวิสาหกิจ จำนวน 7 แห่ง
      2.4) องค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัด จังหวัดยโสธรมีองค์กรเอกชนในหลายลักษณะเพื่อพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพ ได้แก่ มูลนิธิ สมาคม สโมสร  ชมรม  และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งองค์กรที่เด่นชัด และมีบทบาท เช่น หอการค้าจังหวัดยโสธร สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัด  เหล่ากาชาดจังหวัด มูลนิธิรวมสามัคคี  และกลุ่มอาชีพในพื้นที่ที่เป็นองค์กรพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ที่มีกิจกรรมต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ อำเภอกุดชุม กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ อำเภอมหาชนะชัย กลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติยั่งยืน อำเภอค้อวัง  ซึ่งจะผลิตข้าวหอมมะลิปลอดภัยและอินทรีย์ส่งต่างประเทศ และมีกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปต่าง ๆ

             1.3.2 ประชากร ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม ๒๕59 จังหวัดยโสธร มีประชากร จำนวน 539,991 คน  (ปี ๒๕๕๘ มีจำนวน 540,182 คน) เป็นชาย 270,891 คน และหญิง 269,100 คน มีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 163,701 ครัวเรือน มีอัตราการเพิ่มธรรมชาติเฉลี่ยร้อยละ 0.45 ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 130 คน/ ตารางกิโลเมตร

                      1) ข้อมูลประชากรแยกตามเพศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – ๒๕๕๙

ที่

พ.ศ.

เพศชาย (คน)

หญิง (คน)

รวม (คน)

หมายเหตุ

1

2554

270,306

268,547

538,853

 

2

2555

270,973

269,294

540,267

 

3

2556

271,082

269,301

540,383

 

4

2557

271,163

269,048

540,211

 

5

2558

271,109

269,073

540,182

 

6

2559

270,891

269,100

539,991

(31 พ.ค. 59)

     ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดยโสธร

                        2) ข้อมูลประชากรและจำนวนครัวเรือนแยกตามอำเภอ 

ที่

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

ครัวเรือน

จำนวนประชากร

ชาย

หญิง

รวม

1

เมืองยโสธร

17

190

44,331

65,572

64,648

130,220

2

เลิงนกทา

10

145

29,144

48,162

48,358

96,520

3

คำเขื่อนแก้ว 

13

115

19,556

33,668

33,385

67,053

4

มหาชนะชัย

10

103

15,187

28,810

28,549

57,359

5

กุดชุม

9

128

20,444

33,466

32,967

66,433

6

ป่าติ้ว           

5

57

10,552

17,704

17,602

35,306

7

ทรายมูล

5

54

8,980

15,527

15,537

31,064

8

ค้อวัง 

4

45

6,607

12,680

12,868

25,548

9

ไทยเจริญ

5

48

8,900

15,302

15,186

30,488

รวม

78

885

163,701

270,891

269,100

539,991

      ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดยโสธร  (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม  2559) 

1.4 ข้อมูลเศรษฐกิจ

1.4.1 ด้านการค้า
            การจดทะเบียนประกอบธุรกิจ ณ 30 ก.ย. 58 มีผู้จดทะเบียนนิติบุคคล 946 ราย การค้าของจังหวัดยโสธรโดยเฉพาะการค้าข้าวมีหนาแน่นที่ชุมชนเทศบาลเมืองยโสธร เทศบาลตำบลกุดชุมพัฒนา เทศบาลตำบลเลิงนกทา เทศบาลตำบลคำเขื่อนแก้ว สินค้าที่มีชื่อเสียง ได้แก่  ข้าวหอมมะลิ หมอนขวานผ้าขิด ผ้าไหมลายลูกหวาย ผ้าไทยท้องถิ่นปลาส้ม ถั่วลิสง ก่องข้าว โดยในปี พ.ศ. 2558 จังหวัดสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ 1,081,433,256 บาท

            1.4.2 ด้านการบริการ
1) ด้านการเงิน  มีธนาคารพาณิชย์ 20 แห่ง  ปี  2559  (ณ 30 เม.ย. 59)  เงินฝากกระแสรายวัน  ฝากประจำ  ฝากออมทรัพย์  12,462  ล้านบาท เงินให้สินเชื่อ 18,494 ล้านบาท
2) ด้านสาธารณูปโภค มีบริการไฟฟ้าและประปาที่ดี ไปรษณียภัณฑ์ขนส่งทางบก และในอนาคตระยะต่อไปจังหวัดจะมีทางรถไฟผ่านพื้นที่อำเภอเลิงนกทา และการพัฒนา/ผลักดันให้สนามบินเลิงนกทาเป็นสนามบินพาณิชย์

             1.4.3 ด้านการท่องเที่ยว
                    1) ด้านที่พักโรงแรม มีโรงแรม 97 แห่ง จำนวน 1,773 ห้องพัก
                    2) ด้านรายได้จากการท่องเที่ยวพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างปี 2554-2558 มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยในปี 2554 มีจำนวน 433,652 คน เพิ่มขึ้นเป็น 513,244 คน ในปี 2558  และรายได้จากการท่องเที่ยวมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2554 มีรายได้ 492.95 ล้านบาท และในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 609.18 ล้านบาท ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติพบว่า มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยชาวไทยมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย ปี 2554 จำนวน 1.96 วัน และในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 2.04 วัน สำหรับชาวต่างชาตินั้น มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยลดลง โดยในปี 2554 มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 2.48 วัน และในปี 2558 ลดลงเป็น 2.43 วัน สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดยโสธร พบว่า ชาวไทยมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดย ปี 2554 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคิดเป็น 741.05 บาทต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 771.18 บาทต่อคนต่อวันในปี 2558 สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันเพิ่มขึ้น โดยมีปี 2554 คิดเป็น 977.14 บาทต่อคนต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็น 1,115.83 บาท ต่อคนต่อวันในปี 2558

จำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ ระยะเวลาการพำนักและค่าใช้จ่าย ปี พ.ศ. 2554 – 2558  

ปี

จำนวนนักท่องเที่ยว

รายได้
(ล้านบาท)

ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย (วัน)

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย
(บาท/คน/วัน)

รวมทั้งสิ้น
(คน)

ชาวไทย
(คน)

ชาวต่างชาติ
(คน)

ชาวไทย

ชาวต่างชาติ

ชาวไทย

ชาวต่างชาติ

2554

433,652

424,318

9,334

492.95

1.96

2.48

741.05

977.14

2555

453,514

442,428

11,086

513.56

1.98

2.45

739.28

1,032.89

2556

499,902

487,629

12,273

575.73

2.12

2.43

724.42

1,051.16

2557

494,385

482,377

12,008

581.62

2.09

2.41

753.15

1,086.87

2558

513,244

500,922

12,322

609.18

2.04

2.43

771.18

1,115.83

            ที่มา : สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยโสธร

             1.4.4  ด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดและรายได้เฉลี่ยคน
ในปี 2557 โครงสร้างการผลิตตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จังหวัดยโสธร  จำนวน 16 สาขา มีมูลค่า 25,731 ล้านบาท อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ -6.9 มูลค่าผลิตภัณฑ์ เฉลี่ยต่อหัว (Per Capita : GPP) จำนวน 53,120 บาท  จัดเป็นลำดับที่ 19 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลำดับที่ 76 ของประเทศ โดยสาขาการผลิตที่ทำรายได้มากที่สุด คือ สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์ การป่าไม้ มีมูลค่า 7,421 ล้านบาท  รองลงมา คือ สาขาการศึกษา มีมูลค่า 5,169 ล้านบาท  และการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ มีมูลค่า 2,537 ล้านบาท ตามลำดับ

ที่

พ.ศ.

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) (ล้านบาท)

รายได้เฉลี่ยต่อคน (บาท)

ข้อมูลจาก สศช.

ข้อมูลจาก สนง.คลังจังหวัดยโสธรจัดเก็บ (Bottom Up)

ข้อมูลจาก
สศช.

ข้อมูลจาก สนง.คลังจังหวัดยโสธรจัดเก็บ (Bottom Up)

1

2552

17,493

21,676

35,200

35,250

2

2553

21,060

26,147

43,185

42,361

3

2554

22,233

29,189

45,618

47,150

4

2555

24,155

28,829

49,642

46,412

5

2556

27,638

33,095

56,928

52,615

6

2557

25,731

30,371

53,120

48,516

              ที่มา : สำนักงานคลังจังหวัดยโสธร

 

            1.4.5  ด้านครัวเรือนยากจนตามเกณฑ์ จปฐ.

                   ตามข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) (เขตชนบท) และข้อมูลพื้นฐาน (เขตเมือง) ประจำปี 2559 สำรวจ 132,563 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 415,776 คน มีรายได้เฉลี่ย 66,789 บาท/คน/ปี มีครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 30,000 บาท/คน/ปี จำนวน 222 ครัวเรือน

ที่

พ.ศ.

จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า
เกณฑ์ จปฐ. (ครัวเรือน)

รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี (บาท)

1

2554

270

48,713.63

2

2555

1,006

54,885

3

2556

579

57,016

4

2557

475

64,941

5

2558

218

65,358

6

2559

222

66,789

            ที่มา : สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยโสธร

            1.4.6  ด้านการประกอบอาชีพ
                    ประชากรในจังหวัดยโสธรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม (เกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง) มีจำนวน ๑๕๒,๘๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๒.๔๖ ของผู้มีงานทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมมีจำนวน ๙๑,๘๔๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๕๔ โดยด้านการขายส่งและการขายปลีกมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือด้านการก่อสร้าง และด้านกิจกรรมโรงแรมและอาหาร ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2559)

ตารางผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม/นอกภาคเกษตรกรรม จำแนกตามประเภทอุตสาหกรรมและเพศ

ประเภทอุตสาหกรรม

ชาย

หญิง

รวม

รวม

130,480

114,193

244,673

ภาคเกษตรกรรม

77,649

75,175

152,824

  1. เกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง

77,649

75,175

152,824

นอกภาคเกษตรกรรม

52,831

39,018

91,849

        2. การทำเหมืองแร่ และเหมืองหิน

-

-

-

        3. การผลิต

5,862

10,898

16,760

        4. การไฟฟ้า ก๊าซ และไอน้ำ

483

-

483

        5. การจัดหาน้ำ บำบัดน้ำเสีย

1,951

532

2,483

        6. การก่อสร้าง

21,444

2,993

24,437

        7. การขายส่ง การขายปลีก

15,758

16,419

32,177

        8. การขนส่ง ที่เก็บสินค้า

จังหวัดยโสธร แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ  คือ

1.อำเภอเมืองยโสธร
2.อำเภอคำเขื่อนแก้ว 
3.อำเภอมหาชนะชัย 
4.อำเภอค้อวัง
5.อำเภอทรายมูล
6.อำเภอกุดชุม
7.อำเภอไทยเจริญ
8.อำเภอเลิงนกทา
9.อำเภอป่าติ้ว

นึกถึงการมาเที่ยวรับลมหนาว อากาศเย็นของภาคเหนือ เชียงราย คือ อีกหนึ่งจังหวัดฮอตที่หลายคนมักนึกถึง ในอันดับต้น ด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาเขาสูงยาว ทอดยาว ทำให้มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาว เชียงรายยังคงมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และดอกไม้เหมืองหนาวที่ งดงาม นอกจากนี้เชียงรายยังถือว่าเป็นเมืองแห่งพุทธศิลป์ที่รวมผลงานชิ้นเอกของเหล่าศิลปินแห่งชาติที่หา ชมได้ยาก สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงรายก็มีมากมายให้เลือก แล้วถ้าเรามาถึงที่นี่จะแวะไปเที่ยวที่ไหน ได้บ้าง มาชมกันคะ

(Visited 1 times, 1 visits today)